สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน

องค์กรสาธารณประโยชน์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 โดยนายมีชัย วีระไวทยะ เพื่อดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคมฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในเขตเมืองและชนบท มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ได้รับการยกย่องจาก The Global Journal เป็น 1 ใน 100 องค์กรสาธารณประโยชน์ดีเด่น (The Best NGOs) ลำดับที่ 39 ของโลก

องค์กรสาธารณประโยชน์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 โดยนายมีชัย วีระไวทยะ เพื่อดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคมฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในเขตเมืองและชนบท มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ได้รับการยกย่องจาก The Global Journal เป็น 1 ใน 100 องค์กรสาธารณประโยชน์ดีเด่น (The Best NGOs) ลำดับที่ 39 ของโลก

จุดเริ่มต้น (Beginning Point)

1. เพื่อให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ สามารถรับความรู้และบริการวางแผนครอบครัวได้ โดยสะดวก ประหยัดและรวดเร็วในลักษณะชุมชนช่วยชุมชน ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านการวางแผนครอบครัวของประเทศให้บรรลุเป้าหมาย ในอันที่จะลดอัตราการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว
2. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ เกิดความคิดริเริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตน
3. เพื่อเสริมงานในด้านการพัฒนาต่างๆ แก่ทางราชการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับฐานะการครองชีพ การสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมของประชาชนในชุมชนให้ดีขึ้น
4. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทัศนคติในด้านประชากรศึกษา การวางแผน ครอบครัว และการพัฒนาชุมชนกับประเทศต่างๆ

แรงบันดาลใจ (Inspiration)

ปีพุทธศักราช 2517 โครงการวางแผนครอบครัวชุมชน ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบการให้บริการโดยอาสาสมัครในชุมชน หรือระบบชุมชนช่วยชุมชน (Community-Based Distribution System) ด้วยเงินสนับสนุนก้อนแรก จำนวน US$ 2,000 (เกือบ 50,000 บาท ในเวลานั้น) และต่อมาจึงได้รับการสนับสนุนจากสหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ (International Planned Parenthood Federation – IPPF) เพื่อดำเนินการงานวางแผนครอบครัวชุมชน โดยได้ดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่แรก บุคคลากรที่ร่วมงานกันในขณะนั้นมีเพียง 10 กว่าคน ที่บ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ในซอยสุขุมวิท 14 ใช้ชื่อว่า สำนักงานบริการวางแผนครอบครัวชุมชน (Community-Based Family Planning Services – CBFPS) ทุกคนทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ด้วยความมุ่งมั่นและพยายามเพื่อให้งานสำเร็จ ในช่วงเวลานั้นมิได้มีทุกสิ่งทุกอย่างที่พร้อมเช่นปัจจุบัน แต่เพื่อความอยู่รอดขององค์การและตัวเอง ทุกคนมีสำนึกว่าหากงานประสบผลสำเร็จ องค์การมีความก้าวหน้ามั่นคง ทุกคนก็จะมีงานทำ มีรายได้พอเพียงแก่สถานะตามอัตภาพ โดยมีนายมีชัย วีระไวทยะ เป็นผู้นำในการทำงานร่วมกันกับทีมงานที่มุ่งมั่น

เนื่องจาก การวางแผนครอบครัว เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีไทยยังไม่เปิดกว้างให้มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวมากนัก ส่วนมากยังถือกันว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่นำมากล่าวในที่สาธารณะ ในขณะที่ผู้บริหารราชการส่วนหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ชาวบ้านเป็นผู้จ่ายยาเม็ดคุมกำเนิด ถึงแม้ว่าจะได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีแล้วก็ตาม การจ่ายอุปกรณ์คุมกำเนิดในสมัยนั้นจำเป็นต้องจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งการเดินทางไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล การคมนาคมก็ยากลำบาก อัตราเกิดของประชากรไทยในขณะนั้นจึงมีอัตราสูงมาก คือ 3.3%

ในปีพุทธศักราช 2517 ประเทศไทย มีอัตราเกิดถึงร้อยละ 3.26 อัตราตายร้อยละ 0.61 อัตราเพิ่มประชากรโดยประมาณร้อยละ 2.7 ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 41.5 ล้านคน นั่นหมายความว่า ในปีหนึ่ง ๆ จะมีประชากรเพิ่มเกือบหนึ่งล้านคน หรือโดยเฉลี่ยคนไทยเกิด 3 คนต่อนาที และทุกคนที่เกิดขึ้นมาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูให้การศึกษาจนถึงอายุ 20 ปีเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 200,000 บาท (ค่าของเงินสมัยนั้น) ข้อมูลเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการอธิบายชี้แจงถึงเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยเราจึงต้องมีโครงการวางแผนครอบครัว แต่กระนั้นก็ตามยังมีกระแสต่อต้านต่างๆ นานา เข้าใจว่าเป็นเครื่องมือของชาวต่างชาติในอันที่จะควบคุมจำนวนพลเมืองมิให้เป็นมหาอำนาจบ้าง โรงเรียนไม่มีเด็กนักเรียนครูต้องว่างงานบ้างหรือแม้แต่การกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ก็มีแต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างบริสุทธิ์ มิได้มีสิ่งใดแอบแฝงโครงการวางแผนครอบครัวชุมชน จึงได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม มีชื่อเสียงไปทั่วโลก นายมีชัย วีระไวทยะ ผู้นำองค์การได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย และเป็นที่ยอมรับในวงการประชากรว่า เป็นผู้มีบทบาทอันสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของโครงการวางแผนครอบครัวของประเทศไทย และนี่คือความจริงที่ได้รับการพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์แห่งการทำงานเพื่อประเทศชาติและส่วนรวม

สู่การสร้างสรรค์ (Social Innovation)

สมาคมฯ ทำงานเพื่อสังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง การทำงานเพื่อสังคมและชุมชน ซึ่งมีพัฒนาการในการดำเนินกิจกรรมครบวงจร ตลอดจนการเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับหน่วยงานภายในประเทศและนานาชาติ ผ่านศูนย์พัฒนาประชากรและชุมชนแห่งเอเชีย สมาคมฯ สาขา รวมทั้งศูนย์พัฒนาชนบทผสมผสานทั้ง 16 แห่ง เป็นเครื่องยืนยันการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของสมาคมฯ ที่เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่หมู่บ้าน ชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัดของประเทศไทย

เป็นกิจกรรมแรกเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 โดยมีอาสาสมัครวางแผนครอบครัวชุมชน 12,000 คน ใน 16,000 หมู่บ้าน คลินิกชุมชน และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ทำหน้าที่เผยแพร่ให้ความรู้
คำแนะนำและบริการอุปกรณ์คุมกำเนิด (ยาเม็ดคุมกำเนิด ถุงยางอนามัย ยาฉีดคุมกำเนิด ห่วงอนามัย) และการทำหมันชาย ดูแลรักษาสุขภาพอนามัย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 157 อำเภอ 48 จังหวัด โดยได้รับความสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข และมีส่วนส่งเสริมให้โครงการวางแผนครอบครัวของประเทศประสบความสำเร็จ ผลงานที่สำคัญ คือ มีผู้รับบริการยาเม็ดคุมกำเนิด 2.35 ล้านคน เผยแพร่ยาเม็ดคุมกำเนิด 30 ล้านแผง และทำหมันชายกว่า 90,000 คน
สมาคมฯ เป็นองค์กรเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่ได้ให้ความสำคัญและดำเนินการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพร่กระจายและการป้องกันการติดเชื้อเอดส์ การให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ การดูแลให้กำลังใจ การรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดหรือแพร่เชื้อเอดส์ในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่น กลุ่มชายและหญิงบริการ เยาวชน นักเรียน และประชาชนทั่วไปโดยใช้สื่อ สิ่งพิมพ์ การให้ความรู้โดยผ่านอาสาสมัคร การบรรยาย การจัดนิทรรศการ การจัดกิจกรรมพิเศษ สมาคมฯ ดำเนินโครงการ 150 โครงการ โดยมีโครงการเงินกู้สายสัมพันธุ์ ได้รับการยกย่องให้เป็นโครงการยอดเยี่ยมของ UNAIDS
เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2523 โดย ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ฝึกอบรมชาวบ้านเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ในการก่อสร้าง ให้เป็นช่างอาสา และเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนให้ทำหน้าที่บริหารจัดการ ในรูปของคณะกรรมการ โดยได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรในหลายรูปแบบ ทำให้สภาพแวดล้อมของชุมชนดีขึ้น อัตราการแพร่เชื้อโรคทางเดินอาหารและพยาธิลดน้อยลง โครงการสำคัญๆ ได้แก่ โครงการน้ำเพื่อชีวิต โครงการจัดการน้ำสะอาดเพื่อชุมชน ซึ่งได้รับการรับรองจากธนาคารโลก (World Bank)ว่าเป็นระบบประปาดีเด่นเป็นต้นแบบของระบบประปาหมู่บ้านโดยได้มีการขยายโครงการสร้างโอ่งยักษ์ไปยังประเทศสหพันธ์สาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ในภาพรวมได้สร้างถังเก็บน้ำฝน 20,036 ถัง โอ่งยักษ์ 20,089 ใบ บ่อน้ำตื้นและบ่อน้ำลึก 1,200 บ่อ ประปาหมู่บ้าน 215 แห่ง ประปาภูเขา 45 แห่ง ฝายน้ำล้น 22 แห่ง บาดาลลอยฟ้า หรือธนาคารผัก ซึ่งเป็นระบบการจัดส่งน้ำเพื่อการเกษตร 176 ระบบ บ่อบำบัดน้ำเสีย 109 แห่ง บ่อกำจัดขยะ 8 บ่อ และสร้างส้วม 16,102 หลัง ประชากรที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 200,000 ครอบครัว

อ่านต่อ...

การเชิญชวนหน่วยงานภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาชนบท สมาคมฯ ได้ดำเนินการชักชวนให้บริษัทธุรกิจเอกชนที่มีจิตใจดี และมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือสังคมเข้าไปร่วมพัฒนาชนบทใน “โครงการธุรกิจเพื่อสังคม” ซึ่งเริ่มต้นในปี พ.ศ.2531 โครงการนี้ช่วยให้บริษัทที่มีแนวคิดในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทตามนโยบาย ทรัพยากร และความสามารถของบริษัท เพื่อถ่ายทอดความรู้ความสามารถในด้านการจัดการ การผลิต การเงินและการตลาดให้แก่ชาวบ้านที่ยังขาดโอกาสในการสร้างรายได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวชนบท ในด้านการเรียนรู้ การดำเนินธุรกิจ เป็นการส่งเสริมให้ชาวชนบทมีอาชีพและรายได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานไปหางานทำ ในการดำเนินงานบริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายและร่วมดำเนินการ สมาคมฯ จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ประสานการดำเนินงานและติดตามประเมินผลโครงการ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผลงาน นับเป็นโครงการที่รวมเอาความเชี่ยวชาญทางการประกอบธุรกิจของบริษัท และการพัฒนาชนบทของสมาคมฯ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งต่อมาได้พัฒนารูปแบบมาเป็นโครงการ

ร่วมพัฒนาหมู่บ้าน (Village Development Partnership: VDP) โดยมีบริษัทธุรกิจเอกชนมากกว่า 120 บริษัท ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในการพัฒนาหมู่บ้านมากกว่า 200 โครงการ นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในการนำอุตสาหกรรมสู่ชนบท เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน โดยได้ชักชวนบริษัทต่างๆ ไปจัดตั้งโรงงานในชนบท ทำให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 5,000 คนต่อปี ก่อให้เกิดรายได้โดยตรงกับชาวบ้านปีละประมาณ 440 ล้านบาท

อ่านต่อ...

ได้ริเริ่มการปลูกป่าในพื้นที่สาธารณะ โดยมีชาวบ้านร่วมกันเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการปลูกป่าชุมชน ดูแลรักษาและจัดสรรผลประโยชน์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 และมีการขยายพื้นที่ปลูกป่าทั่วประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน เช่น โครงการปลูกป่าถาวร 1 ล้านไร่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองสิริราชย์สมบัติครบ 50 ปี ซึ่งสนับสนุนโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยการปลูกกระถินยักษ์ คูน ไผ่ ขี้เหล็ก สะเดา ตะเคียนทอง สัก ประดู่ มะค่าโมง ไม้เบญจพรรณ และไม้โตเร็วอื่นๆ มีการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ (ป่าพรุ) ในจังหวัดนครศรีธรรมราชและพัทลุง อันเป็นต้นน้ำของทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลา การปลูกป่าและจัดการพื้นที่แนวชายฝั่งในจังหวัดกระบี่ และพังงา การสร้างสวนสาธารณะระดับตำบลในจังหวัดราชบุรี การบวชป่า ในจังหวัดมหาสารคาม และขอนแก่น การอนุรักษ์ดินและน้ำ ในโครงการพัฒนาเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และการส่งเสริมให้มีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและชาวนานำร่องเพื่อเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์ต่อไป
นอกจากนี้ ได้จัดตั้งองค์กรท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์ เช่น ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติในหมู่บ้านรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การอนุรักษ์ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ชมรมอนุรักษ์คลองบางป่า จังหวัดราชบุรี รวมทั้งการจัดตั้งชมรมสิ่งแวดล้อมและโครงการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน และชุมชน 282 โครงการ รวมทั้งการจัดทำคู่มือครูเพื่อการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อมชุมชนในโรงเรียน การผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์สัตว์ป่า
ปัจจุบันสมาคมฯ ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

อ่านต่อ...

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 สมาคมฯ ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานต่างๆ ให้เข้าไปดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่เฉพาะ เช่น โครงการปตท.พัฒนาหมู่บ้านตามแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-สหภาพพม่า จำนวน 45 หมู่บ้าน ระยะเวลาดำเนินงาน 17 ปี (พ.ศ.2541-2558) โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอำเภอแม่เมาะ บริเวณพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จำนวน 44 หมู่บ้าน ระยะเวลาดำเนินงาน 9 ปี (พ.ศ.2548-2556) โครงการโรงไฟฟ้าราชบุรีพัฒนา บริเวณพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าราชบุรี จำนวน 84 หมู่บ้าน ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ.2548-2552) โครงการชีวิตใหม่หลังสึนามิ บริเวณพื้นที่หมู่บ้านชายฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 100 หมู่บ้าน ระยะเวลาดำเนินงาน 8 ปี (พ.ศ.2548-2555) โครงการเครือเบทาโกรพัฒนา ในตำบลช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี จำนวน 13 หมู่บ้าน ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2550-2555) โครงการเชฟรอน พลังใจ พลังคน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 50 หมู่บ้าน ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ.2554-2559)

อ่านต่อ...

สู่การเปลี่ยนแปลง (Social Impact)

สมาคมฯ ได้ดำเนินงานตามโครงการต่างๆ เกือบ 300 โครงการ กิจกรรมที่สำคัญได้แก่การวางแผนครอบครัวการสาธารณสุขมูลฐานการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการสร้างความเข้าใจเรื่องเอดส์ การส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาศักยภาพของสตรีและเด็ก การสนับสนุนทุนการศึกษาทุกระดับ การพัฒนา แหล่งน้ำดื่ม-น้ำใช้และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ และการกระจายอุตสาหกรรมสู่ชนบทเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนในชนบท ลดการย้ายถิ่นและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวและองค์กรชุมชน จากแผนยุทธศาสตร์ และกลวิธีในการดำเนินงานทำให้ผลงานเป็นที่ปรากฏชัดเจน และได้นำมาประยุกต์ ไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ ไม่เพียงแต่ภายในประเทศไทยเท่านั้นประเทศ เพื่อนบ้านใกล้เคียงและทวีปอื่นๆ ได้นำแบบอย่างไปทดลองและขยายผลอย่างกว้างขวาง

3434 ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์